Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-ศุกร์ :

09.00 - 18.00 น.

Hotline

081-919-6685

เราช่วยคุณได้

@krungthepinter

Travel License : 11/07340

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

นั่งรถไฟสายหลังคาโลก ชิงไห่-ทิเบต จากซีหนิงสู่ลาซา หนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดและสูงที่สุดในโลก

นั่งรถไฟสายหลังคาโลก ชิงไห่-ทิเบต จากซีหนิงสู่ลาซา หนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดและสูงที่สุดในโลก

09

Apr

จีน

นั่งรถไฟสายหลังคาโลก ชิงไห่-ทิเบต จากซีหนิงสู่ลาซา หนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดและสูงที่สุดในโลก

     พาทุกท่านเดินทางไปยังทิเบต หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “หลังคาโลก" ดินแดนที่ความเชื่อทางจิตวิญญาณอันเข้มข้น ที่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอ้อมกอดของเทือกเขาหิมาลัยและท้องฟ้าสีคราม ซึ่งหนึ่งในวิธีการเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ที่น่าประทับใจมากที่สุด คือการไปทัวร์จีนแล้วนั่งรถไฟสายชิงไห่-ทิเบต จากเมืองซีหนิงไปยังลาซา ผ่านเส้นทางรถไฟที่สูงที่สุดในโลกซึ่งทอดตัวผ่านทุ่งหญ้ากว้างและธารน้ำแข็งอันเก่าแก่ การเดินทางทัวร์จีนไปยังทิเบตโดยรถไฟสายนี้ จะค่อย ๆ พาเราไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยสามารถชมวิวผ่านหน้าต่างโบกี้รถไฟที่เผยให้เห็นทัศนียภาพงดงามชวนตะลึง ว่าแล้วก็มาดูข้อมูลเที่ยวจีนแล้วต่อด้วยการเที่ยวทิเบตด้วยเส้นทางรถไฟชิงไห่-ทิเบต เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางที่สุดแสนพิเศษนี้กันค่ะ

ทำความรู้จักกับเส้นทางรถไฟสายชิงไห่-ทิเบต (Qinghai-Tibet Railway)

     รถไฟสายชิงไห่-ทิเบต หรือที่รู้จักกันในนาม "รถไฟสายหลังคาโลก" เริ่มต้นจากเมืองซีหนิง (Xining) มณฑลชิงไห่ ไปสิ้นสุดที่เมืองลาซา (Lhasa) ในเขตปกครองตนเองทิเบต รวมระยะทางทั้งสิ้นกว่า 1,956 กิโลเมตร เส้นทางรถไฟสายนี้มีความโดดเด่นที่ทั่วโลกยอมรับความเป็นที่สุดในหลายด้านด้วยกัน โดยเฉพาะช่วงสถานีถังกู่ลา (Tanggula Pass) ซึ่งเป็นสถานีที่มีความสูงถึง 5,072 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้ทางรถไฟสายนี้ครองตำแหน่งทางรถไฟที่สูงที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ 
      การก่อสร้างทางรถไฟชิงไห่-ทิเบตเริ่มต้นขึ้นในปี 1958 โดยในปี 1955 ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ของจีนอย่าง เหมาเจ๋อตุง ก็ได้ส่งคณะสำรวจไปยังที่ราบสูงทิเบตเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ของโครงการทางรถไฟนี้ และนับจากนั้นมาการก่อสร้างทางรถไฟก็คือความท้าทายในด้านวิศวกรรม เนื่องจากจีนต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมายและใช้เวลากว่าครึ่งศตวรรษ จนในที่สุดก็สามารถสร้างทางรถไฟอันยิ่งใหญ่สายนี้ไปยังลาซาได้สำเร็จในปี 2006 และในปี 2014 ส่วนต่อขยายของทางรถไฟชิงไห่-ทิเบตจากลาซาไปยังชิกัตเซ่ก็สร้างเสร็จและเปิดให้บริการด้วยเช่นกัน
      สาเหตุที่ทางรถไฟชิงไห่-ทิเบต นั้นเรียกได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม นั่นก็เพราะการก่อสร้างเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย โดยเฉพาะระบบนิเวศที่เปราะบาง สภาพทางธรณีวิทยาที่ซับซ้อน การขาดแคลนออกซิเจน และต้องสร้างผ่านพื้นที่ดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) นานนับพันปี ตัวขบวนรถจึงได้รับการออกแบบพิเศษให้มีระบบเติมออกซิเจนภายในตู้โดยสารและกระจกกันรังสี UV เพื่อปกป้องผู้โดยสารจากสภาพแวดล้อมอันสุดขั้วจากภายนอก ความสำเร็จภายใต้ความยากลำบากมากมายเหล่านี้ จึงถือได้ว่าการสร้างเส้นทางรถไฟสายนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมการก่อสร้างของมนุษยชาติกันเลยทีเดียวค่ะ เส้นทางนี้ไม่เพียงแต่เชื่อมต่อเศรษฐกิจ หากแต่ยังเป็นการเปิดประตูให้คนภายนอกได้เห็นความลี้ลับของที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบตอย่างใกล้ชิด ซึ่งนับตั้งแต่เปิดให้บริการมาก็มีนักท่องเที่ยวหลายล้านคนที่เลือกมาเที่ยวจีนไปยังที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบตเพื่อสัมผัสประสบการณ์อันยิ่งใหญ่บนทุ่งหิมะแห่งนี้กันอย่างไม่ขาดสาย 

แผนที่ทางรถไฟชิงไห่-ทิเบต และจุดหมายปลายทางหลักตลอดเส้นทาง

     ทางรถไฟชิงไห่-ทิเบต ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่น่าทึ่งที่สุดในโลก ซึ่งตลอดเส้นทางที่ทอดยาวมาจากซีหนิง เมืองหลวงของมณฑลชิงไห่ ไปยังลาซา เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองทิเบต ระยะทางรวม 1,956 กิโลเมตร เส้นทางรถไฟมีความคดเคี้ยวผ่านภูมิประเทศที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่พื้นที่รกร้างว่างเปล่า เขตอนุรักษ์ธรรมชาติเคอเคอซีลี (Hoh Xil) อันกว้างใหญ่ ไปจนถึงเทือกเขาถังกู่ลาที่ปกคลุมด้วยหิมะสูงตระหง่าน และทุ่งหญ้าทิเบตตอนเหนืออันงดงาม 
      เส้นทางรถไฟเริ่มต้นที่สถานีซีหนิง (Xining) ซึ่งเป็นจุดที่ผู้โดยสารจะต้องเปลี่ยนจากขบวนรถปกติ เป็นขบวนรถปรับความดันพิเศษสำหรับการขึ้นไปยังที่ราบสูง วิวทิวทัศน์แรกที่ห้ามพลาดคือ ทะเลสาบชิงไห่ (Qinghai Lake) ซึ่งขบวนรถไฟจะวิ่งเลียบชายฝั่งทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน จากนั้นแวะจอดพักสั้น ๆ ที่สถานีเต๋อหลิงฮา (Delingha) ในเขตที่ราบสูงซึ่งมองเห็นอยู่ทิวทัศน์แบบกึ่งทะเลทราย รถไฟจะเริ่มไต่ระดับความสูงกันที่สถานีเกลมุด (Golmud) ซึ่งที่สถานีนี้รถไฟจะมีการจอดพักนานประมาณ 20-25 นาที เพื่อเตรียมตัวเดินทางเข้าสู่ช่วงที่สูงและอันตรายมากที่สุดของการเดินทาง รถไฟจะวิ่งผ่านอุโมงค์คุนหลุนของเทือกเขาคุนหลุน (Kunlun Mountains) ซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟบนดินเยือกแข็งที่ยาวที่สุดในโลก จากนั้นจะเข้าสู่เขตอนุรักษ์ธรรมชาติเคอเคอซีลี (Hoh Xil) พื้นที่มรดกโลก ซึ่งเราจะสามารถมองเห็นละมั่งทิเบต และสะพานรถไฟชิงสุ่ยเหอซึ่งเป็นสะพานรถไฟที่ยาวที่สุดในโลกบนที่ราบสูง และผ่านแม่น้ำถัวถัว (Tuotuo River) ซึ่งเป็นแม่น้ำต้นกำเนิดของแม่น้ำแยงซีเกียงในประเทศจีน 
       ขบวนรถไฟจะเข้าสู่ช่วงหลังคาโลกที่สถานีถังกู่ลา (Tanggula Station) สถานีรถไฟที่สูงที่สุดในโลกด้วยระดับความสูง 5,068 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยรถไฟจะผ่านจุดสูงที่สุดในบริเวณของช่องเขาถังกู่ลา เส้นทางรถไฟจะค่อย ๆ ลดระดับความสูงลง เข้าสู่สถานีอานโต (Amdo) สถานีแรกหลังจากการเข้าสู่เขตปกครองตนเองทิเบตอย่างเป็นทางการ และวิ่งผ่านทะเลสาบโซนัก (Tsonag Lake) ทะเลสาบน้ำจืดที่อยู่สูงที่สุดในโลก ซึ่งขบวนรถไฟจะวิ่งเลียบขอบทะเลสาบในระยะประชิดกันเลยค่ะ จากนั้นเดินทางสู่สถานีนักชู (Nagqu) ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางตอนเหนือของทิเบต เต็มไปด้วยทิวทัศน์ของทุ่งหญ้ากว้างใหญ่และฝูงจามรี ผ่านสถานีดัมซุง (Damxung) จุดที่ใกล้กับทะเลสาบนัมโซ (Namtso) มากที่สุด และสิ้นสุดการเดินทางที่สถานีลาซา (Lhasa) ซึ่งเป็นสถานีที่ทันสมัยและสวยงามที่สุดในเส้นทางนี้ 
      ระยะเวลาในการเดินทางทั้งหมดรวมแล้วประมาณ 21 - 22 ชั่วโมง ระหว่างทางก็จะมีสถานีที่มีระเบียงชมวิวอยู่ทั้งหมด 9 แห่ง ซึ่งรถไฟก็มักจะหยุดแวะให้ชมวิวเพียงไม่กี่สถานี และไม่อนุญาตให้ลงจากขบวนรถไฟเพื่อความปลอดภัย และเมื่อไปถึงลาซาแล้ว ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่หลายแห่งกันเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น พระราชวังโปตาลา (Potala Palace), วัดโจคัง (Jokhang Temple), ถนนแปดเหลี่ยม (Barkhor Street), วัดเซรา (Sera Monastery), ทะเลสาบนัมโซ (Namtso Lake) และพระราชวังนอร์บูลิงกา (Norbulingka) เป็นต้น 

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทาง

      การไปเที่ยวทิเบตด้วยรถไฟสามารถทำได้ตลอดปี ซึ่งในแต่ละฤดูกาลก็จะให้ทิวทัศน์ที่มีความแตกต่างกันออกไป 
  • - ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน - พฤษภาคม) เป็นช่วงที่หิมะเริ่มละลาย ดอกพีชในทิเบตเริ่มบานสะพรั่ง อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 5 - 15 องศาเซลเซียส อากาศเย็นสบายและท้องฟ้าเริ่มใส
  • - ฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม) เป็นช่วง High Season ของการทัวร์จีนแล้วนั่งรถไฟไปทิเบตกันเลยค่ะ เป็นช่วงที่อากาศดีที่สุด มีออกซิเจนหนาแน่นกว่าช่วงอื่น อุณหภูมิเฉลี่ย 10 - 22 องศาเซลเซียส ทุ่งหญ้าจะเป็นสีเขียวขจี แต่เป็นช่วงที่คนเยอะและตั๋วรถไฟหายากที่สุดค่ะ
  • - ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - ตุลาคม) เป็นช่วงที่โรแมนติกและสวยที่สุดสำหรับการถ่ายภาพ ทุ่งหญ้าเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม อุณหภูมิเฉลี่ย 2 - 18 องศาเซลเซียส
  • - ฤดูหนาว (พฤศจิกายน - มีนาคม) อากาศหนาวจัด อุณหภูมิอาจลดต่ำถึง -15 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่านั้นในตอนกลางคืน การนั่งรถไฟในช่วงนี้เราจะได้เห็นทัศนียภาพที่เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน แต่ข้อดีคือค่าตั๋วและที่พักราคาถูก และนักท่องเที่ยวน้อยมาก ใครที่อยากได้ทัวร์จีนราคาถูกสำหรับการนั่งรถไฟไปทิเบต ต้องมาเที่ยวจีนกันในช่วงนี้เลยค่ะ  

การจองตั๋วรถไฟ ข้อมูลการเดินทาง และการเตรียมตัว

      ต้องบอกว่าตั๋วรถไฟสายนี้เต็มเร็วมากค่ะ โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่เป็นช่วง High Season ใครที่ต้องการมาทัวร์จีนแล้วนั่งรถไฟไปทิเบตกันในช่วงนี้ แนะนำให้จองล่วงหน้าผ่านบริษัททัวร์ที่ได้รับอนุญาต และต้องเลือกบริษัททัวร์ที่มีบริการขอ Tibet Travel Permit (TTP) หรือใบอนุญาตเข้าทิเบตกันด้วย แต่ถ้าหากต้องการไปทัวร์จีนแล้วขึ้นรถไฟไปทิเบตด้วยตนเอง ก็สามารถทำได้แต่อาจจะค่อนข้างยุ่งยากและไม่สะดวกสบายเท่ากับการใช้บริการของบริษัททัวร์ค่ะ 
      สำหรับการขึ้นรถไฟอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นที่เมืองซีหนิงก็ได้ค่ะ เพราะปัจจุบันมี 7 เมืองจากทุกภูมิภาคของจีนแผ่นดินใหญ่ที่ให้บริการรถไฟเพื่อตรงไปยังลาซา ได้แก่ ปักกิ่งทางเหนือ เซี่ยงไฮ้ทางตะวันออก กวางโจวทางใต้ เฉิงตูและฉงชิ่งในภาคกลาง ซีหนิงและหลานโจวทางตะวันตก แต่รถไฟทุกขบวนที่ไปทิเบตจะต้องผ่านซีหนิง ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่มาทัวร์จีนส่วนใหญ่ก็มักจะซื้อตั๋วรถไฟไปทิเบตจากซีหนิงเพราะมีโอกาสหาตั๋วรถไฟได้ง่ายกว่า ซึ่งถ้าหากใครที่วางแผนทัวร์จีนแล้วต้องการนั่งรถไฟไปทิเบต แนะนำให้บินมาพักที่ซีหนิงกันก่อน 1-2 วัน เพื่อปรับตัวให้ชินกับระดับความสูงแล้วจึงต่อรถไฟเข้าสู่ลาซากันค่ะ 

สิ่งอำนวยความสะดวกบนรถไฟ

เพื่อให้มั่นใจว่ารถไฟสามารถพาผู้โดยสารวิ่งไปบนที่ราบสูงได้อย่างปลอดภัย รถไฟทุกขบวนที่ไปยังทิเบตจึงได้รับการออกแบบมาอย่างดี โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นระดับความสูง อุณหภูมิที่หนาวเย็น ออกซิเจนที่เบาบาง หรือสภาพอากาศที่รุนแรง เป็นต้น ดังนั้นจุดเด่นที่สุดของขบวนรถไฟสายชิงไห่-ทิเบต ก็คือระบบการจ่ายออกซิเจน ซึ่งเมื่อรถไฟวิ่งขึ้นไปยังระดับความสูงกว่า 4,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ระบบจะมีการจ่ายออกซิเจนบนขบวนรถไฟเพื่อให้ผู้โดยสารสามารถหายใจได้อย่างสะดวกสบายตามปกติ นอกจากนี้ก็ยังมีท่อส่งออกซิเจนและหน้ากากออกซิเจนส่วนตัวไว้ในแต่ละห้องโดยสาร สำหรับกรณีฉุกเฉินกันอีกด้วย 
      ภายในรถไฟมีที่นั่ง 3 ประเภท ได้แก่ Soft Sleeper (ตู้นอน 4 เตียง มีประตูปิด)  Hard Sleeper (ตู้นอน 6 เตียง ไม่มีประตู) และ Hard Seat (ที่นั่งปกติ) ใครที่ต้องการเที่ยวพักผ่อนแบบสบาย ๆ แนะนำให้เลือกเป็นแบบ Soft Sleeper จะดีกว่าค่ะ และเพื่อป้องกันอาการแพ้ความสูง (AMS) แนะนำให้พกยาแก้แพ้ความสูง เช่น Diamox ติดตัวกันไว้ด้วย รวมไปถึงครีมกันแดด ลิปมัน และเสื้อกันหนาวที่สามารถกันลมได้ดี โดยรถไฟจะจอดพักตามสถานีหลัก ๆ  เช่น เกลมุด (Golmud) ประมาณ 15-20 นาที เพื่อเปลี่ยนหัวรถจักรหรือให้คนขับพัก แต่ต้องบอกว่าสถานีเหล่านี้ไม่ใช่จุดท่องเที่ยว และขบวนรถไฟก็เป็นขบวนรถโดยสารที่ไม่ใช่ขบวนท่องเที่ยว ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารลงจากขบวนรถไฟ หรือถ้าลงไปได้ก็ทำได้แค่ยืดเส้นยืดสายบริเวณหน้าประตูรถเท่านั้น โดยเฉพาะสถานีที่สูงที่สุดอย่าง ถังกู่ลา (Tanggula) รถไฟจะวิ่งผ่านหรือจอดนิ่ง ๆ เพื่อรอสับเปลี่ยนรางเท่านั้น ไม่มีการเปิดประตูให้ลงไปถ่ายรูปเนื่องจากอากาศข้างนอกมีออกซิเจนที่เบาบางมาก ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพนักท่องเที่ยวที่ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับระดับความสูงและอากาศที่เบาบางได้
        บนรถไฟมีตู้เสบียงให้บริการ เมนูโดยส่วนใหญ่เป็นอาหารจีนและทิเบตสไตล์ผัด ๆ และข้าวกล่อง ซึ่งราคาก็จะสูงกว่าข้างนอกนิดหน่อย แต่ถ้าอยากประหยัดและชัวร์ว่ากินได้แน่ ๆ แนะนำให้พกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผลไม้สด และขนมปังติดตัวไปด้วยจะเป็นการดีที่สุดค่ะ เพราะบนรถมีจุดเติมน้ำร้อนฟรีตลอด 24 ชั่วโมง รับรองว่าไม่อดอย่างแน่นอน ในขณะที่ห้องน้ำและสุขอนามัยบนรถไฟ ก็มีทั้งห้องน้ำแบบชักโครก (ในตู้ Soft Sleeper) และแบบนั่งยอง ซึ่งความสะอาดถือว่าใช้ได้ในช่วงต้นทาง แต่จะเริ่มโทรมลงตามระยะเวลาที่เดินทาง ดังนั้นแนะนำให้เตรียมทิชชู่เปียกและเจลล้างมือไปให้พร้อม 

     การเดินทางทัวร์จีนบนเส้นทางรถไฟสายชิงไห่-ทิเบต คือการเปิดประสบการณ์ใหม่ที่คุ้มค่าและแปลกใหม่เป็นอย่างยิ่งค่ะ ให้เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพิสูจน์ความน่าทึ่งทางวิศวกรรมและความชาญฉลาดของมนุษย์ ในการเชื่อมโยงภูมิประเทศที่มีความหลากหลายผ่านเส้นทางและขบวนรถไฟอันน่าทึ่ง ทางรถไฟแห่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเชื่อมโยงสถานที่เข้าไว้ด้วยกัน หากแต่เป็นการเชื่อมโยงวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย เป็นประตูไปสู่ความงามอันลึกลับของที่ราบสูงทิเบต ที่ให้เราได้เดินทางไปสำรวจหนึ่งในภูมิภาคที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ท่ามกลางวิวทิวทัศน์อันแสนงดงามชวนตะลึงตลอดการเดินทาง ทั้งทุ่งหญ้ากว้างไพศาล เทือกเขาหิมะ และทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ที่สวยงามราวภาพวาด ใครที่กำลังวางแผนทัวร์จีนเพื่อนั่งรถไฟไปยังทิเบต ต้องมีการเตรียมความพร้อมมากกว่าสถานที่เที่ยวจีนอื่น ๆ ค่ะ ทั้งในเรื่องเอกสารการเดินทางที่ต้องทำล่วงหน้า การจองตั๋วรถไฟที่ต้องวางแผนให้ดี และการเตรียมร่างกายให้พร้อมรับมือกับความสูง สำหรับใครที่ไม่อยากยุ่งยากแนะนำให้ซื้อทัวร์จีนกับบริษัททัวร์จะเป็นการดีที่สุดค่ะ  

จำนวนผู้เข้าชม 13 ครั้ง