Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-ศุกร์ :

09.00 - 18.00 น.

Hotline

081-919-6685

เราช่วยคุณได้

@krungthepinter

Travel License : 11/07340

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

เที่ยวจีนฟีลยุโรปที่ชิงเต่า เมืองท่าสุดชิค สัมผัสเสน่ห์เยอรมันแห่งตะวันออก

เที่ยวจีนฟีลยุโรปที่ชิงเต่า เมืองท่าสุดชิค สัมผัสเสน่ห์เยอรมันแห่งตะวันออก

09

Apr

จีน

เที่ยวจีนฟีลยุโรปที่ชิงเต่า เมืองท่าสุดชิค สัมผัสเสน่ห์เยอรมันแห่งตะวันออก

     หากกำลังมองหาทริปต่างประเทศที่เดินทางไม่ไกล แต่ได้บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปในยุโรปกลาง แนะนำให้มาทัวร์จีนที่ชิงเต่ากันเลยค่ะ เมืองท่าริมทะเลเหลืองของมณฑลซานตงแห่งนี้ ไม่ได้มีดีแค่ชื่อแบรนด์เบียร์ระดับโลก แต่ยังโดดเด่นด้วยความเป็นเมืองที่ผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ตลอดสองข้างทางเราจะได้เห็นอาคารทรงยุโรปหลังคาสีแดงที่ตัดกับสีฟ้าของน้ำทะเล พร้อมลมเย็นสบายที่พัดผ่าน ได้ฟีลเหมือนเดินเที่ยวอยู่ในเมืองแถบยุโรปกันเลยค่ะ ซึ่งการไปเที่ยวจีนที่ชิงเต่าครั้งนี้จะเปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ ของการทัวร์จีนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะที่นี่คือ "ลิตเติ้ลเยอรมนี" ที่ซ่อนตัวอยู่ในเอเชียไม่ไกลจากเมืองไทย ซึ่งเราก็ได้รวบรวมข้อมูลเที่ยวชิงเต่า ไปช่วงไหนสวยที่สุด พร้อมแนะนำพิกัดสถานที่เที่ยวที่ไม่ควรพลาดมาฝากกันค่ะ 

ทำความรู้จักกับชิงเต่า

      ชิงเต่า (Qingdao) เป็นเมืองเศรษฐกิจและเมืองท่าที่สำคัญทางชายฝั่งตะวันออกของมณฑลซานตง (Shandong) ประเทศจีน มีพรมแดนอยู่ใกล้กับคาบสมุทรเกาหลีและญี่ปุ่น ชื่อของเมืองมีความหมายว่า "เกาะสีเขียว" ซึ่งสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของเมืองนี้ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชิงเต่ามีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครคือช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อเยอรมนีได้เข้ามาเช่าซื้อดินแดนแห่งนี้เป็นเวลาสั้น ๆ รวมแล้วประมาณ 17 ปี เมื่อหมดสัญญาเช่าลง ก็ได้ทิ้งมรดกทางสถาปัตยกรรม การวางผังเมือง และเทคโนโลยีการหมักเบียร์ไว้จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองจนถึงปัจจุบัน นั่นจึงทำให้ชิงเต่าเป็นเมืองที่สะอาดติดอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดของจีน และยังเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับโลกมากมาย รวมไปถึงเทศกาลเบียร์ชื่อดังอย่าง เทศกาลเบียร์นานาชาติชิงเต่า (Qingdao International Beer Festival) เทศกาลเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม  

เที่ยวชิงเต่าช่วงไหนดี?

     การเที่ยวชิงเต่าให้ได้ฟีลยุโรปที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการบรรยากาศแบบไหน เพราะแต่ละฤดูก็มีเสน่ห์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้
  • - ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม) อุณหภูมิเฉลี่ย 10°C ถึง 20°C เป็นช่วงที่ดอกซากุระและดอกแมกโนเลียบานสะพรั่งทั่วเมือง โดยเฉพาะที่สวนจงซาน อากาศเย็นสบายเหมาะแก่การเดินเล่นชมเมือง ถ่ายรูปสวย ๆ กับตึกเก่า 
  • - ฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม) อุณหภูมิเฉลี่ย 23°C ถึง 30°C แม้จะเป็นหน้าร้อนแต่อากาศที่ชิงเต่าก็ไม่ร้อนจัด เพราะมีลมทะเลพัดผ่านเย็นสบาย และยังสามารถลงไปเล่นน้ำที่หาดทรายทองกันได้ ไฮไลท์ของฤดูกาลนี้คือ เทศกาลเบียร์นานาชาติชิงเต่า ที่จัดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี  
  • - ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - พฤศจิกายน) อุณหภูมิเฉลี่ย 12°C ถึง 22°C เป็นช่วงที่สวยที่สุดสำหรับการมาทัวร์จีนที่ชิงเต่า ใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงตัดกับตึกสไตล์เยอรมัน ท้องฟ้าโปร่งและอากาศแห้งกำลังดี ใครอยากถ่ายรูปสวย ๆ ไวบ์ยุโรปต้องมาในช่วงนี้กันเลยค่ะ
  • - ฤดูหนาว (ธันวาคม - กุมภาพันธ์) อุณหภูมิเฉลี่ย -3°C ถึง 6°C อากาศค่อนข้างหนาวจัดและมีลมแรง หากโชคดีคุอาจจะได้เห็นหิมะปกคลุมหลังคาสีแดงของโบสถ์คริสต์ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเมืองเทพนิยายยุโรปกันจริง ๆ และที่สำคัญคือถ้าหากเลือกมาเที่ยวชิงเต่ากันในช่วงนี้ เราอาจจะได้ทัวร์จีนราคาถูกกันอีกด้วย 

ข้อมูลการเดินทาง

     สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย การเดินทางไปทัวร์จีนที่ชิงเต่านั้นสะดวกสบายมากค่ะ เพราะมีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่จุดหมายปลายทางสนามบินนานาชาติชิงเต่าเจียวตง (TAO) หรือจะเลือกต่อเครื่องจากเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้หรือปักกิ่งก็ได้ ซึ่งสนามบินแห่งนี้ก็มีความทันสมัยและมีรถไฟใต้ดินที่เชื่อมต่อกับตัวเมือง ทำให้การเดินทางนั้นสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากมาเที่ยวเมืองอื่นกันอยู่แล้ว ก็สามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงมาลงที่สถานี Qingdao Railway Station ซึ่งต้องบอกว่าตัวสถานีเองก็เป็นสถาปัตยกรรมเยอรมันที่สวยงามมาก และเป็นจุดเช็คอินที่นักท่องเที่ยวต่างก็ชอบเก็บภาพเป็นที่ระลึกกันด้วยค่ะ โดยใช้เวลาเดินทางจากปักกิ่งเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น และสำหรับการเดินทางในเมืองชิงเต่า ก็มีสายรถไฟใต้ดิน (Metro) ที่ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวหลัก หรือจะเลือกใช้แอปพลิเคชันเรียกแท็กซี่อย่าง DiDi ซึ่งราคาไม่แพงและได้มาตรฐานกันก็ได้ตามสะดวก

10 แลนด์มาร์คห้ามพลาดในชิงเต่า

1. สะพานจ้านเฉียว (Zhanqiao Pier)
      สัญลักษณ์อันดับหนึ่งที่เปรียบเสมือนจิตวิญญาณของชิงเต่า สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1891 เพื่อใช้เป็นท่าเรือทางการทหารในสมัยราชวงศ์ชิง จุดเด่นคือศาลาทรงแปดเหลี่ยมหุยหลานเก๋อที่ตั้งตระหง่านอยู่ปลายสะพาน ซึ่งเป็นภาพที่ปรากฏอยู่บนโลโก้เบียร์ชิงเต่าที่เราคุ้นตา สะพานไม้ทอดยาวลงไปในอ่าวชิงเต่ากว่า 440 เมตร การเดินบนสะพานแห่งนี้ทำให้เราได้สัมผัสลมทะเลที่สดชื่น พร้อมวิวพาโนรามาที่ด้านหนึ่งเป็นตึกระฟ้าสมัยใหม่ และอีกด้านเป็นอาคารเก่าหลังคาสีแดงสไตล์ยุโรป ในช่วงฤดูหนาวที่นี่จะคึกคักเป็นพิเศษด้วยฝูงนกนางนวลนับพันตัว ที่บินมาอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวได้ให้อาหารและถ่ายรูปอย่างใกล้ชิด 

2. ย่านปาต้ากวน (Badaguan Scenic Area)
      ย่านพักตากอากาศสุดคลาสสิกที่รวมสถาปัตยกรรมจากกว่า 20 ประเทศไว้ในที่เดียว จนได้รับฉายาว่า "พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโลก" ถนนแต่ละสายในย่านนี้จะถูกตั้งชื่อตามด่านสำคัญของกำแพงเมืองจีน และมีความพิเศษตรงที่ถนนแต่ละเส้นจะปลูกต้นไม้ต่างชนิดกัน ทำให้มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดู เช่น ถนนที่เต็มไปด้วยต้นเมเปิ้ลที่จะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงในฤดูใบไม้ร่วง หรือถนนดอกซากุระที่บานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ บรรยากาศที่นี่เงียบสงบ ร่มรื่น เต็มไปด้วยคฤหาสน์หรูหราที่สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะบ้านหินสไตล์รัสเซีย "Huashi Lou" ที่ตั้งอยู่ริมทะเล ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายท่าน การเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยจะทำให้เราได้พบกับมุมถ่ายรูปที่เหมือนหลุดเข้าไปในยุโรปจริง ๆ กันเลยค่ะ

3. โบสถ์คริสต์ชิงเต่า (Qingdao Protestant Church) 
     โบสถ์คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ (ลูเธอรัน) เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองชิงเต่า สร้างขึ้นโดยมิชชันนารีชาวเยอรมันในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ตั้งอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นวิวเมืองเก่าได้อย่างสวยงาม โดดเด่นด้วยหอระฆังสูง 39 เมตร และนาฬิกาโบราณขนาดใหญ่ที่ส่งตรงมาจากเยอรมนี ซึ่งยังคงทำหน้าที่บอกเวลาได้อย่างเที่ยงตรงมาจนถึงปัจจุบัน และสามารถขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ด้านบนกันได้ สถาปัตยกรรมเน้นการใช้หินแกรนิตและหลังคาสีส้มแดงตัดกับผนังสีเหลืองนวล ให้ความรู้สึกอบอุ่นและคลาสสิกเหมือนโบสถ์ในชนบทแบบบาวาเรียโบราณ ภายในตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความขลัง พื้นที่รอบ ๆ โบสถ์เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และสวนดอกไม้ ทำให้ที่นี่เป็นจุดพักผ่อนใจกลางเมืองที่เงียบสงบ และเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับคู่รักที่มาถ่ายภาพพรีเวดดิ้งกันค่ะ

4. มหาวิหารเซนต์ไมเคิล (St. Michael's Cathedral) 
     สถานที่ทัวร์จีนแห่งนี้เป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดในย่านเมืองเก่า ด้วยหอคอยคู่ยอดแหลมสูงตระหง่านถึง 56 เมตร มหาวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นในสไตล์โกธิคผสมโรมาเนสก์ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน พื้นผิวภายนอกใช้หินแกรนิตสีเหลืองนวลประดับด้วยลวดลายกางเขนขนาดใหญ่ ภายในโบสถ์มีความกว้างขวางโอ้โถง และมีงานจิตรกรรมบนเพดานที่วิจิตรบรรจง พร้อมหน้าต่างกระจกสีที่แสงแดดส่องลงมาเป็นสีสันสวยงาม ลานกว้างด้านหน้าโบสถ์เป็นจุดรวมตัวของนักท่องเที่ยวและศิลปินที่มาวาดรูปหรือแสดงดนตรีเปิดหมวก บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยคาเฟ่เล็ก ๆ และถนนปูหินโบราณ ที่ทำให้ได้ฟีลเหมือนกำลังเดินเล่นอยู่ในจัตุรัสกลางเมืองสักแห่งในยุโรปกลางอย่างไม่มีผิดเพี้ยนเลยค่ะ

5. พิพิธภัณฑ์เบียร์ชิงเต่า (Tsingtao Beer Museum) 
     สถานที่เที่ยวจีนในชิงเต่าที่คอเบียร์ทั่วโลกต้องมาเยือนให้ได้กันสักครั้ง เพราะนี่คือโรงกลั่นเบียร์แห่งแรกของจีนที่ก่อตั้งโดยชาวเยอรมันในปี 1903 พิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือส่วนที่จัดแสดงประวัติศาสตร์และอุปกรณ์การผลิตเบียร์โบราณ และส่วนที่เป็นโรงงานผลิตจริงในปัจจุบันที่เราจะได้เห็นสายพานการบรรจุขวดที่ทันสมัย ไฮไลท์สำคัญคือการชิมเบียร์สดผลิตเสร็จใหม่ ๆ ซึ่งยังไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ (Raw Beer) ที่หาดื่มได้ยากและมีรสชาติหอมนุ่มนวลเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีห้องขี้เมา ที่จำลองความรู้สึกหลังดื่มเบียร์เกินขนาดให้ลองสัมผัสกันด้วยค่ะ และยังมีร้านขายของที่ระลึกที่สามารถสั่งทำขวดเบียร์ติดรูปหน้าตัวเองได้ ถือเป็นสถานที่ทัวร์จีนที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตก ที่ได้เข้ามาฝังรากลึกจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้

6. ถนนคนเดินพีฉายย่วน (Pichai Yuan)
     หากอยากสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวชิงเต่าที่เต็มไปด้วยความคึกคัก ต้องมาที่ตลาดเก่าแก่แห่งนี้เลยค่ะ ถนนคนเดินพีฉายย่วนมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าร้อยปี เป็นซอยเล็ก ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยร้านอาหารทะเลสดใหม่และสตรีทฟู้ดพื้นเมืองที่หากินที่อื่นได้ยาก ตั้งแต่เกี๊ยวปลารสเลิศ ปลาดาวทอด ไปจนถึงแมลงทอดสำหรับคนใจถึง บรรยากาศที่นี่จะแตกต่างจากย่านสถาปัตยกรรมเยอรมันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ เพราะเป็นบรรยากาศแบบจีนที่เต็มไปด้วยโคมไฟสีแดง ป้ายร้านค้าไม้แกะสลัก และเสียงตะโกนเรียกแขกที่เป็นเอกลักษณ์ของตลาดจีน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีอาคารเก่าบางส่วนที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกหลงเหลืออยู่ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวจะได้อิ่มท้องพร้อมสัมผัสจิตวิญญาณความเป็นคนชิงเต่าได้อย่างแท้จริง 

7. ภูเขาเหลาซาน (Mount Lao) 
     ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเลเหลือง เป็นภูเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ในฐานะแหล่งกำเนิดและที่พำนักของเหล่าเซียนในลัทธิเต๋า ภูเขาแห่งนี้มีความพิเศษตรงที่ "เมื่อมองไปข้างหน้าเห็นทะเล ก้มมองข้างล่างเห็นเมฆ" วิวทิวทัศน์ของที่นี่จึงสวยงามอลังการด้วยหน้าผาหินรูปร่างแปลกตาที่ตัดกับสีครามของมหาสมุทร การขึ้นไปบนยอดเขาสามารถนั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไปชมวิวมุมสูง หรือเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติเพื่อชมน้ำตกและวัดเต๋าโบราณอย่าง "Taiqing Palace" ที่มีอายุเก่าแก่นับพันปี นอกจากนี้น้ำบริสุทธิ์จากเขาเหลาซานยังเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่ทำให้เบียร์ชิงเต่ามีรสชาติโดดเด่นไม่เหมือนใครกันอีกด้วยค่ะ การมาทัวร์จีนที่นี่จึงเป็นการเติมพลังจากธรรมชาติ และการเรียนรู้ปรัชญาจีนท่ามกลางบรรยากาศที่แสนสงบงดงาม

8. จัตุรัส 54 (May Fourth Square) 
     หนึ่งในแลนด์มาร์คของเมืองชิงเต่าในศตวรรษใหม่ ตัวแทนความทันสมัยและสัญลักษณ์ทางการเมืองที่สำคัญของชิงเต่า จัตุรัสริมทะเลแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงขบวนการเคลื่อนไหว 4 พฤษภาคม 1919 โดยมีประติมากรรมเหล็กสีแดงขนาดมหึมาทรงเกลียวพายุชื่อ "Wind of May" ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กึ่งกลางของจัตุรัส บริเวณนี้เป็นจุดศูนย์กลางของย่านธุรกิจใหม่ที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าดีไซน์ล้ำสมัย ในตอนกลางวันนักท่องเที่ยวที่มาทัวร์จีนกันที่นี่สามารถเดินเล่นรับลมทะเลชมวิวเมืองที่สะอาดสะอ้าน แต่จุดพีคที่สุดคือตอนกลางคืนที่อาคารรอบ ๆ จัตุรัสจะพร้อมใจกันเปิดไฟแสดง แสง สี เสียง สุดอลังการ ด้วยการยิงเลเซอร์สลับสีสันไปตามจังหวะเพลง สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองและวิสัยทัศน์ของเมืองชิงเต่า ที่ได้ก้าวไกลสู่ระดับโลกอย่างภาคภูมิใจ

9. หาดทรายทอง (Golden Sands Beach) 
     ชายหาดแห่งนี้ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองในเขตหวงเต่า เป็นหาดทรายที่ขึ้นชื่อว่าละเอียดและสวยที่สุดแห่งหนึ่งในจีนตอนเหนือ เม็ดทรายที่นี่มีสีเหลืองทองและนุ่มละเอียดจนได้รับคำชมว่า "ละเอียดเหมือนแป้ง นุ่มเหมือนนุ่น" ชายหาดทอดยาวเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวเป็นระยะทางกว่า 3,500 เมตร น้ำทะเลใสและสะอาดเหมาะสำหรับการเล่นน้ำหรือทำกิจกรรมทางน้ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่นี่จะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความสนุกสนานกันเลยค่ะ มีการจัดงานเทศกาลดนตรีและกิจกรรมปาร์ตี้ริมหาดมากมาย และเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่พากันมาลงเล่นน้ำและทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่หากมาในช่วงนอกฤดูกาล ก็จะได้สัมผัสกับความสงบเงียบของชายหาดอันกว้างใหญ่ที่ตัดกับเส้นขอบฟ้าอันแสนงดงาม เหมาะสำหรับการเดินทอดน่องชิล ๆ และชมพระอาทิตย์ตกดินในบรรยากาศที่โรแมนติกที่สุด

10. ตึกรับรองอาคันตุกะ (Qingdao Guest House) 
     อาคารแห่งนี้เดิมคือคฤหาสน์ของผู้ว่าราชการเยอรมัน ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างหรูหราในปี 1905 บนเนินเขาฉินหยู่ (Qinyu) ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบปราสาทหินเยอรมันดั้งเดิม ที่ผสมผสานอิทธิพลแบบอาร์ตนูโว ภายนอกใช้หินแกรนิตหลากสีประดับด้วยยอดหอคอยทรงเหลี่ยม ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ยุโรปดั้งเดิมที่ถูกรักษาไว้ในสภาพสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่โคมไฟคริสตัลระย้า เฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลัก เตาผิงเซรามิก ไปจนถึงแกรนด์เปียโนโบราณ ที่นี่เคยถูกใช้เป็นที่พำนักของผู้นำระดับโลกหลายท่าน รวมถึงประธานเหมาเจ๋อตง การเดินชมในแต่ละห้องจะทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปสู่ยุคอาณานิคม ที่ความหรูหราของตะวันตกมาบรรจบกับวิถีชีวิตในซีกโลกตะวันออกได้อย่างวิจิตรบรรจงกันเลยค่ะ 

การมาทัวร์จีนที่ชิงเต่าบอกเลยว่าไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวชายทะเลธรรมดา หากแต่เป็นการมาสัมผัสอีกเสน่ห์หนึ่งของเมืองจีนที่มีความแตกต่างไปจากเดิม บ้านเมืองของที่นี่เต็มไปด้วยความสะอาดสะอ้านทันสมัย แต่ก็ยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของยุโรปดั้งเดิม เป็นสถานที่ซึ่งเราสามารถเดินจากโบสถ์คริสต์สไตล์เยอรมัน แล้วไปนั่งกินอาหารทะเลผัดพริกสดแบบจีน หรือจิบเบียร์สดเย็นฉ่ำจากถุงพลาสติกท่ามกลางสถาปัตยกรรมยุโรปคลาสสิกได้ภายในวันเดียว ดังนั้นใครที่มีเวลาเที่ยวไม่มากนัก แต่อยากหาสถานที่เหมือนไปเที่ยวยุโรปในงบประมาณที่สบายกระเป๋าและเดินทางง่าย การเลือกมาเที่ยวจีนที่ชิงเต่า คือจุดหมายที่ตอบโจทย์และน่าสนใจสุด ๆ ค่ะ ลองมาเยือนเมืองท่าสุดชิคริมทะเลเหลืองแห่งนี้กันดู แล้วเราจะพบว่าการมาทัวร์จีน ก็ทำให้เราได้สัมผัสกับบรรยากาศของยุโรปยุโรปที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมแค่ชิงเต่านี่เอง

จำนวนผู้เข้าชม 17 ครั้ง