สัมผัสเสน่ห์ มองโกเลียใน อาณาจักรแห่งทุ่งหญ้าและผืนทรายสุดขอบฟ้า
วันนี้เราจะพาทุกท่านมา
ทัวร์จีนกันที่มองโกเลียในค่ะ ดินแดนที่เต็มไปด้วยความกว้างใหญ่ของทุ่งหญ้าและผืนทราย ให้คุณได้เดินทางไปสู่ทุ่งหญ้าสเตปป์เขียวขจีและทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา สัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมชนเผ่ามองโกลยังคงมีชีวิตชีวา ผ่านวิถีชีวิตแบบเร่ร่อน เสียงเพลงพื้นเมือง การแข่งม้า และเทศกาลนาดัม การมาเที่ยวจีนที่มองโกเลียในคือการก้าวเข้าสู่ดินแดนบ้านเกิดของเจงกิสข่าน ที่เต็มไปด้วยร่องรอยประวัติศาสตร์ของเหล่านักรบบนหลังม้า ที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความอลังการของธรรมชาติอันดิบเถื่อน แน่นอนว่าเราก็ได้รวบรวมข้อมูลเที่ยวมองโกเลียใน เพื่อให้คุณได้เตรียมพร้อมสำหรับทริปเที่ยวจีนสไตล์ผจญภัยอันน่าตื่นเต้นนี้กันค่ะ
ทำความรู้จักกับมองโกเลียใน
เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน (Inner Mongolia) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีน มีลักษณะภูมิประเทศทอดยาวเป็นแนวนอนขนานไปกับพรมแดนประเทศมองโกเลียและรัสเซีย มองโกเลียในเป็นภูมิภาคแรกในประเทศจีนที่ได้รับสถานะเป็นเขตปกครองตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์ มีพื้นที่ 1.18 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นมณฑลที่ใหญ่เป็นอันดับสามและมีพรมแดนติดกับทั้งรัสเซียและมองโกเลีย (มองโกเลียนอก) มีเมืองโฮฮอต (Hohhot) เป็นเมืองหลวง โดยถือเป็นภูมิภาคที่กว้างที่สุดในประเทศจีนด้วยระยะทางรวมมากกว่า 2,500 กิโลเมตร จากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก และมีความสูงเฉลี่ยมากกว่า 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มองโกเลียในเป็นเขตปกครองตนเองที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง โดยมีชาวมองโกลเป็นชนกลุ่มน้อยหลักที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น พื้นที่แห่งนี้เปรียบเสมือนหลังคาของจีนตอนเหนือที่มีทั้งทุ่งหญ้าสเตปป์ (Steppe) ป่าสนดึกดำบรรพ์ และทะเลทรายที่กว้างใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่สมัยเจงกีสข่านผู้ยิ่งใหญ่ ทำให้มองโกเลียในไม่ได้มีดีแค่ธรรมชาติ หากแต่ยังเป็นขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างความเป็นจีนสมัยใหม่และความเชื่อแบบดั้งเดิมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
เที่ยวมองโกเลียใน ช่วงไหนดี?
ภูมิอากาศของมองโกเลียในนั้นเป็นภูมิอากาศแบบทวีป (Continental Climate) เนื่องจากตั้งอยู่ในที่สูงและอยู่ห่างจากมหาสมุทร มีฤดูกาลที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนสี่ฤดูกาล
- - ฤดูร้อน (กรกฎาคม - สิงหาคม) ฤดูร้อนคือช่วงพีคของการทัวร์จีนที่มองโกเลียในกันเลยค่ะ ทุ่งหญ้าจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวสดใสปกคลุมไปทั่วเนินเขา อากาศเย็นสบายเฉลี่ย 15-25 องศาเซลเซียส เหมาะแก่การทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกรูปแบบ ท้องฟ้าในช่วงนี้จะใสสว่างและเห็นดวงดาวชัดเจนที่สุดในตอนกลางคืน เดือนที่ร้อนที่สุดคือเดือนกรกฎาคมโดยมีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 30 องศาเซลเซียส ไฮไลท์สำคัญคือเทศกาลนาดัม (Naadam Festival) ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นการรวมตัวของชาวมองโกลเพื่อแข่งขันกีฬาประเพณีดั้งเดิมอย่าง มวยปล้ำ ขี่ม้า และยิงธนู การมาเที่ยวจีนในช่วงเวลานี้จะทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ความฮึกเหิม และความยิ่งใหญ่ของชาวทุ่งหญ้าได้อย่างแท้จริง
- - ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - ตุลาคม) ใครที่หลงไหลในสีสันของใบไม้เปลี่ยนสี การมาทัวร์มองโกเลียในช่วงเวลานี้คือคำตอบค่ะ ทุ่งหญ้าจะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองทองอร่าม โดยเฉพาะที่ป่าต้นป็อปลาร์ในเอจิน่า (Ejina) และอุทยานแห่งชาติอาร์ซาน ผืนป่าจะกลายเป็นสีทอง สีส้ม สีแดง ตัดกับท้องฟ้าสีครามเข้มและทะเลสาบสีฟ้าใส อากาศจะเริ่มหนาวเย็นและสดชื่น อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 5-15 องศาเซลเซียส เป็นช่วงที่ทิวทัศน์มีความงดงามราวกับภาพวาดก่อนที่ลมหนาวจะมาเยือน
- - ฤดูหนาว (พฤศจิกายน - มีนาคม) การมาทัวร์จีนที่มองโกเลียในช่วงฤดูหนาว เราจะได้พบกับโลกสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา อุณหภูมิอาจลดต่ำลงถึง -20 หรือ -30 องศาเซลเซียส มีปรากฏการณ์เกล็ดน้ำแข็งที่เกาะตามกิ่งไม้ (Rime) อันงดงาม และสัมผัสประสบการณ์ขี่อูฐข้ามทะเลทรายที่มีหิมะปกคลุม นอกจากนี้ยังมีงานเทศกาลน้ำแข็งและหิมะในเมืองใหญ่ รวมถึงการชมวิถีชีวิตชาวประมงน้ำแข็งที่จับปลาใต้ทะเลสาบที่กลายเป็นน้ำแข็งหนา เป็นประสบการณ์ที่หนาวเหน็บแต่อยากให้ลองมาสัมผัสด้วยตนเองกันสักครั้ง
- - ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน - มิถุนายน) ฤดูใบไม้ผลิคือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน หิมะเริ่มละลายและต้นไม้เริ่มแตกใบ ถึงแม้ว่าอาจจะมีพายุทรายในบางพื้นที่ของทะเลทราย แต่ในเขตภูเขาและป่าไม้จะเริ่มเห็นดอกไม้ป่าเบ่งบาน โดยเฉพาะดอกกุหลาบพันปี (Rhododendron) ที่จะบานสะพรั่งตามแนวเขาในเขตอาร์ซาน อากาศจะเริ่มอบอุ่นขึ้นแต่ยังคงมีความเย็นสบาย ข้อดีของการมาเที่ยวในช่วงนี้คือคนไม่พลุกพล่านและค่าที่พักราคาถูกกว่าช่วงไฮซีซั่น ทำให้เราสามารถทัวร์จีนราคาถูกและดื่มด่ำกับความสงบของธรรมชาติได้อย่างเต็มที่
การเดินทางมามองโกเลียในนั้นสะดวกสบายกว่าที่คิดค่ะ โดยมีจุดเริ่มต้นหลักอยู่ที่เมืองโฮฮอต (Hohhot) เมืองหลวงของมณฑล นักท่องเที่ยวที่วางแผนมาทัวร์มองโกเลียใน สามารถบินตรงจากเมืองใหญ่ในจีน เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หรือกวางโจว มาลงที่สนามบินนานาชาติไป่ถา (Baita) ในเมืองโฮฮอต นอกจากนี้ก็ยังสามารถเลือกมาที่สนามบินหลัก ๆ ในเมืองเป่าโถว (Baotou), ออร์ดอส (Ordos), (ไห่ล่าเอ่อร์) Hailar และหม่านโจวหลี่ (Manzhouli) รวมไปถึงเที่ยวบินระหว่างประเทศไปยังอูลานบาตอร์ของมองโกเลีย และชิตาของรัสเซียจากเมืองโฮฮอตและเป่าโถว หรือจะนั่งรถไฟความเร็วสูงจากปักกิ่งมาที่เมืองโฮฮอตซึ่งใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง และ 4 ชั่วโมงถึงเมืองเป่าโถว (Baotou) เมื่อไปถึงแนะนำให้เลือกใช้บริการเช่ารถพร้อมคนขับ หรือซื้อทัวร์ท้องถิ่นจะเป็นการดีที่สุดค่ะ เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งอยู่ห่างกันมาก และการมีไกด์ท้องถิ่นจะช่วยให้เราสามารถเที่ยวมองโกเลียในได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น
10 สถานที่ห้ามพลาดในมองโกเลียใน
1. ทุ่งหญ้าซีลามูเหริน (Xilamuren Grassland)
ทุ่งหญ้าแห่งนี้เปรียบเสมือนประตูบานแรกสู่โลกของชาวมองโกลกันเลยค่ะ ไฮไลท์ของที่นี่คือการสัมผัสวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเผ่าเร่ร่อนผ่านพิธีต้อนรับอันอบอุ่น ด้วยการดื่มเหล้าม้าและรับผ้าฮาดะสีฟ้าอันเป็นมงคล นักท่องเที่ยวจะได้พักในกระโจมมองโกลที่เรียกว่า "เกอร์" (Ger) ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนาให้มีความหรูหราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือการขี่ม้าตะลุยทุ่งหญ้ากว้าง ชมการสาธิตมวยปล้ำมองโกล และการแข่งม้าอันดุดัน ในยามค่ำคืนจะมีงานรอบกองไฟที่ทุกคนจะได้เต้นระบำพื้นเมืองร่วมกันภายใต้แสงดาวที่สว่างไสวชัดเจน เป็นบรรยากาศที่อบอวลด้วยมิตรภาพและความเป็นอิสระท่ามกลางผืนหญ้าสีเขียวที่สุดแสนประทับใจ
2. ทะเลทรายเซียงซาวัน (Xiangshawan Desert)
มหัศจรรย์แห่งผืนทรายที่รู้จักกันในชื่อเนินทรายกระซิบ ตั้งอยู่ในเขตทะเลทรายคูปูฉี (Kubuqi Desert) อันกว้างใหญ่ ความพิเศษของทรายที่นี่คือเมื่อมีลมพัดผ่าน หรือเมื่อเราสไลด์ตัวลงจากเนินทราย จะเกิดเสียงก้องกังวานคล้ายเสียงดนตรีราวกับเสียงกระซิบจากธรรมชาติ โดยพื้นที่ของทะเลทรายในบริเวณนี้จะถูกเนรมิตให้เป็นรีสอร์ททะเลทรายระดับ 5 ดาว มีสถาปัตยกรรมรูปทรงเกาะกลางทะเลทรายที่ล้ำสมัย มีกิจกรรมให้เลือกมากมาย ตั้งแต่นั่งรถออฟโรดตะลุยเนินทรายที่สูงชัน การขี่อูฐชมวิวลัดเลาะไปตามสันของเนินทราย ไปจนถึงการเล่นสไลเดอร์ทรายที่ตื่นเต้นเร้าใจ
3. สุสานเจงกีสข่าน (Mausoleum of Genghis Khan)
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมไปด้วยพลังและศรัทธาของชาวมองโกล ตั้งอยู่ในเขตเมืองออร์ดอส เป็นที่ประดิษฐานสิ่งของเครื่องใช้ของเจงกีสข่าน และเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของผู้สืบทอดเชื้อสายชาวมองโกล สุสานแห่งนี้โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอาคารรูปทรงกระโจมยักษ์ 3 หลังเชื่อมต่อกัน ประดับด้วยลวดลายสีสันสดใสตามความเชื่อโบราณ ภายในมีภาพเขียนฝาผนังขนาดมหึมาที่บอกเล่าเรื่องราวการรวมชาติ และการแผ่ขยายอำนาจของเจงกีสข่าน ซึ่งเราจะได้เห็นพิธีกรรมบวงสรวงที่สืบทอดมานับร้อยปีจากตระกูลดาร์ฮัด (Darhad) ผู้ดูแลสุสาน เป็นสถานที่ทัวร์จีนที่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่และความขลังในคราวเดียวกัน
4. เมืองหม่านโจวหลี่ (Manzhouli)
เมืองชายแดนที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของสามวัฒนธรรม ได้แก่ จีน มองโกล และรัสเซีย ผสมผสานกันจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งบรรยากาศของเมืองนี้จะให้ฟีลเหมือนหลุดเข้าไปในยุโรปตะวันออกกันเลยค่ะ ด้วยอาคารสถาปัตยกรรมแบบรัสเซียหลากสีสัน โดยมีไฮไลท์สำคัญคือจัตุรัสตุ๊กตาแม่ลูกดก (Matryoshka Square) ที่รวบรวมตุ๊กตาแม่ลูกดกขนาดมหึมาและนับพันตัวประดับอยู่ทั่วบริเวณ ในช่วงพลบค่ำเมืองทั้งเมืองจะเปิดไฟประดับสีทองระยิบระยับสวยงาม นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมวิวชายแดนที่สามารถมองเห็นฝั่งประเทศรัสเซียได้อย่างชัดเจน
5. ทุ่งหญ้าฮูลุนเบียร์ (Hulunbuir Grassland)
ได้รับการยกย่องว่าเป็นทุ่งหญ้าที่สมบูรณ์และสวยงามที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่อันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาจนมองเห็นเส้นขอบฟ้าโค้งตามรูปโลก ความโดดเด่นของที่นี่อยู่ที่ความดิบและความสมบูรณ์ของธรรมชาติที่ยังไม่ถูกทำลาย มีแม่น้ำคดเคี้ยวพาดผ่านบนทุ่งหญ้าสีเขียวราวกำมะหยี่ ที่มีฝูงวัว แกะ และม้า นับพันตัวเล็มหญ้าอยู่ตามเนินเขา โดยในช่วงฤดูร้อนทุ่งหญ้าแห่งนี้จะเต็มไปด้วยดอกไม้ป่านานาพรรณ ที่พากันเบ่งบานแต่งแต้มสีสันสดใสให้กับทุ่งหญ้าต้อนรับผู้มาเยือน เป็นสถานที่ทัวร์จีนซึ่งบอกได้เลยค่ะว่าแค่หยิบกล้องหรือมือถือขึ้นมาถ่ายมุมไหนก็สวยทุกมุม
6. อุทยานแห่งชาติอาร์ซาน (Arxan National Forest Park)
สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชียตะวันออกที่ซ่อนตัวอยู่ในทิวเขาต้าซิงอันหลิ่งในอุทยาน พื้นที่ของอุทยานกำเนิดจากการระเบิดของภูเขาไฟในอดีตทำให้เกิดภูมิประเทศที่น่าทึ่ง ทั้งทะเลสาบที่เกิดในปากปล่องภูเขาไฟ (Crater Lake) ที่มีน้ำใสสะอาดราวกระจก และป่าสนดึกดำบรรพ์ที่อุดมสมบูรณ์ โดยตลอดทั้งปีอาร์ซานจะมีเสน่ห์ต่างกันไป ในฤดูร้อนจะเต็มไปด้วยความเขียวขจี ส่วนฤดูใบไม้ร่วงต้นไม้จะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงทองตัดกับสีฟ้าของผืนน้ำที่นิ่งสงบ จุดเช็คอินห้ามพลาดเมื่อมาทัวร์จีนที่นี่ คือทางรถไฟและสถานีรถไฟอาร์ซานที่ถูกสร้างขึ้นในยุคอาณานิคม ซึ่งมีความงดงามคลาสสิกและถูกขนานนามว่าเป็นสถานีรถไฟที่สวยที่สุดในจีน
7. ทะเลทรายบาดานจี๋หลิน (Badain Jaran Desert)
ดินแดนที่รวมความมหัศจรรย์ของโลกไว้ด้วยกัน ทะเลทรายแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความสูงชันของเนินทรายที่ติดอันดับโลก และการมีทะเลสาบลึกลับกว่าร้อยแห่งแทรกอยู่กลางผืนทรายอันแห้งแล้งจนได้ชื่อว่า "ทะเลทรายแห่งทะเลสาบ" การเดินทางมาที่นี่ต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อและคนขับฝีมือฉกาจตะลุยข้ามเนินทรายที่สูงเหมือนภูเขา ให้เราได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงด้วยการยืนอยู่บนยอดเนินทราย Bilutu ซึ่งสูงที่สุดในโลก เมื่อมองลงมาเห็นความอัศจรรย์ของทิวทัศน์ผืนทรายสีทองและน้ำในทะเลสาบสีฟ้าครามหรือชมพูในบางจุด นอกจากนี้ยังสามารถแวะเยี่ยมชมวัดเก่าแก่ขนาดเล็กที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเลสาบใจกลางทะเลทรายกันได้อีกด้วย
8. วัดต้าเจา (Dazhao Temple)
ที่นี่เป็นวัดพุทธนิกายลามะที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดในเมืองโฮฮอต สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาวมองโกล ภายในวัดประดิษฐานพระพุทธรูปเงินองค์ใหญ่ที่มีน้ำหนักหลายตัน ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาสักการะ สถาปัตยกรรมของวัดมีความโดดเด่นด้วยการผสมผสานศิลปะจีนและมองโกลเข้าด้วยกันได้อย่างวิจิตรบรรจง โดยเฉพาะเสามังกรแกะสลักที่ประณีตงดงาม บริเวณโดยรอบวัดยังมีย่านเมืองเก่าที่มีร้านขายสินค้าพื้นเมืองและเครื่องเงินชั้นดีให้เดินเลือกชม เป็นสถานที่ทัวร์จีนที่ให้เราได้สัมผัสถึงความศรัทธา และความเชื่อที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตคนท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน
9. พิพิธภัณฑ์มองโกเลียใน (Inner Mongolia Museum)
สถานที่ซึ่งรวบรวมจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ของมองโกเลียไว้ในที่เดียว ตัวอาคารโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมรูปทรงเกอร์ หรือกระโจมมองโกลสมัยใหม่สีขาวสะอาดตา ภายในแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ โดยมีไฮไลท์คือโซนบรรพชีวินวิทยา ที่จัดแสดงโครงกระดูกไดโนเสาร์ขนาดยักษ์ที่ขุดพบในทะเลทรายของมณฑลนี้ รวมถึงโซนประวัติศาสตร์ชนเผ่าเร่ร่อนที่จัดแสดงเสื้อผ้า อาวุธ และเครื่องประดับที่หาชมได้ยาก ทำให้เราได้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงขอประวัติศาสตร์ จากยุคหินสู่ยุคมหาราชเจงกีสข่านมาจนถึงปัจจุบันได้อย่างชัดเจน การมาที่นี่ก่อนออกไปเที่ยวสถานที่จริงจะช่วยเพิ่มอรรถรสและความเข้าใจในดินแดนนี้ได้อย่างลึกซึ้งและสนุกสนานยิ่งขึ้นค่ะ
10. ป่าต้นป็อปลาร์แห่งเอจิน่า (Ejina Populus Euphratica Forest)
ป่า Populus Euphratica หรือที่รู้จักกันในชื่อป่าหูหยาง ขึ้นชื่อเรื่องของความแข็งแกร่งอันน่าทึ่ง ดังคำกล่าวว่า "มีชีวิตอยู่พันปี ตายแล้วไม่ล้มอีกพันปี ล้มแล้วไม่เน่าอีกพันปี" โดยในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม เป็นช่วงเวลาที่ดีที่ดีที่สุดในการทัวร์จีนเพื่อมายังป่าต้นป็อปลาร์ค่ะ เพราะเป็นช่วงที่ป่าแห่งนี้จะพร้อมใจกันเปลี่ยนใบเป็นสีเหลืองทองอร่ามราวกับถูกแต่งแต้มด้วยทองคำ สะท้อนกับผืนน้ำใสท่ามกลางบรรยากาศทะเลทราย เป็นทิวทัศน์ที่งดงามจนแทบหยุดหายใจกันเลยค่ะ โดยมีจุดชมวิวทั้งหมด 8 แห่ง ตั้งแต่สะพานที่ 1 จนถึงสะพานที่ 8 ความงามที่แฝงด้วยความลึกลับของต้นไม้ดึกดำบรรพ์ที่บิดเบี้ยวแต่ทรงพลังท่ามกลางทะเลทราย เป็นจุดหมายปลายทางที่ช่างภาพและนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติจากทั่วโลก ต่างก็อยากมาเยือนให้ได้กันสักครั้งในชีวิต
การทัวร์จีนที่มองโกเลียใน คือการเปิดประตูสู่โลกใบใหม่ที่ให้เราได้สัมผัสกับตำนานของนักรบแห่งทุ่งหญ้า วิถีชีวิตของชนเผ่าเร่ร่อน และความเงียบสงบของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ท่ามกลางทุ่งหญ้าและทะเลทรายอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ซึ่งความงดงามของมองโกเลียในนั้นไม่ได้อยู่ที่สถานที่ท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว หากแต่คือมิตรภาพของผู้คน กลิ่นอายของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาอย่างเข้มข้น กลิ่นหอมของน้ำชามะลิ กลิ่นของเนื้อย่างอันหอมกรุ่น และความรู้สึกอิสระเมื่อได้ยืนอยู่กลางความกว้างใหญ่ของทุ่งหญ้าและทะเลทราย ใครที่กำลังมองหาประสบการณ์ทัวร์จีนที่แตกต่าง แนะนำให้ลองเลือกมองโกเลียในเป็นจุดหมายปลายทางในทริปต่อไปกันค่ะ รับรองได้ว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวจีนที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว